อย่ากลัวการตั้งคำถามโง่ๆ เพราะการไม่ตั้งคำถามจะไม่นำไปสู่คำตอบ

อย่ากลัวการตั้งคำถามโง่ๆ

อย่ากลัวการตั้ง คำถามโง่ๆ เพราะการไม่ตั้งคำถามจะไม่นำไปสู่คำตอบ

      คุณอย่ากลัวการตั้งคำถามที่มันโง่ เราไม่เข้าใจความกลัวนี้ว่า คำถามโง่ๆ คืออะไร คำถามแบบไหนที่เรียกว่าเป็นคำถามโง่ๆ และโดยวิชาชีพแล้ว เราไม่ต้องกลัวเลยนะคะว่าเดี๋ยวถามไปจะดูโง่ แบบนั้นแสดงว่าคุณไม่ได้อยู่กับเนื้อหาแล้ว คุณอยู่กับตัวตนคุณต่างหาก ว่าใครจะมองว่าฉันโง่หรือฉลาด เขาจะยอมรับฉันหรือไม่

      เพราะเมื่อเราอยู่ในสังคมที่มีความแตกต่างหลากหลายทางความคิด การตั้งคำถามและการถกเถียงคือเครื่องมือหนึ่งในการอยู่ร่วมกัน

        “สังคมที่เข้มแข็งคือสังคมที่รับฟังกัน และใช้เหตุใช้ผลในการอยู่ด้วยกัน เรามีความแตกต่างที่ปริแตกออกมาให้เห็นแล้ว และของแบบนี้ก็อยู่กับสังคม ที่คุณผวาก็เพราะคุณไม่พยายามยอมรับว่ามันมีอยู่ …อย่างน้อยที่สุดเราจะไม่ถูกกลืนกินแน่นอน เขาต้องการแบบนั้น แต่เขาจะไม่ได้จากเรา” จากบทสัมภาษณ์ของคุณ จอมขวัญ หลาวเพ็ชร์

      ว่ากันว่าคนไทยเป็นชนชาติที่ไม่ชอบการตั้งคำถาม วัฒนธรรมเหล่านี้คือสิ่งที่ทำให้เราเดินมาสู่จุดที่เรากำลังเผชิญอยู่ด้วยหรือเปล่า
ภาพจำจะถูกมองเป็นแบบนั้น แต่เราไม่ได้เชื่อว่าจะเป็นกัน 100% แต่ส่วนใหญ่แล้วมันทำให้เรามีภาพจำว่าการตั้งคำถาม การค้าน โต้แย้ง หรือถกเถียง เป็นเรื่องไม่คุ้นชินในสังคมไทย สิ่งหนึ่งที่สังเกตได้คือว่า การถกเถียงกันเป็นสิ่งที่ทำให้คนเกิดความลำบากใจ และคิดว่านี่คือความขัดแย้ง ไม่ควรเกิดขึ้น อย่าทำ ซึ่งส่วนตัวคิดว่ามันผิด การที่คุณไม่เคยเห็นมันมาก่อนเลย ไม่ได้หมายความว่ามันไม่มีอยู่ ไม่ได้หมายความว่ามันไม่ควรมีอยู่ เราโกหกตัวเองไม่ได้นะคะ

      เวลาที่บอกว่าเราต้องกินเหมือนกัน ต้องรักกัน ต้องสามัคคีกัน คือเราจะพูดทุกสิ่งทุกอย่างในสังคมด้วยความคิดรวบยอดแค่สองสามอย่างไม่ได้หรอกค่ะ เราก็ทราบว่าของจริงมันไม่ใช่ ซึ่งก็ไม่เข้าใจว่าเราจะปฏิเสธสิ่งเหล่านี้ไปทำไม เพราะจริงๆ แล้วก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นรอบตัว ทำไมเราไม่ปล่อยให้เป็นเรื่องธรรมดา ทำความเข้าใจ และอยู่กับมันแบบจัดการได้ เช่น เรายืนกันอยู่สามสี่คน ลองถามทีละเรื่องสิว่าเราคิดเหมือนกันไหม แล้วถ้าเกิดคิดไม่เหมือนกัน ก็ เออ แยกย้ายกันไป ไม่ต้องคุยกันแล้ว จะเอาแบบนี้เหรอ

     แต่เราก็มักถูกสอนว่าสังคมที่เป็นเอกภาพ ทุกคนเดินไปในทิศทางเดียวกัน คือสังคมที่เข้มแข็ง
     เราคิดว่า สังคมที่เข้มแข็งคือสังคมที่รับฟังกัน และใช้เหตุใช้ผลในการอยู่ด้วยกัน เรามีความแตกต่างที่ปริแตกออกมาให้เห็นแล้ว และของแบบนี้ก็อยู่กับสังคม ที่คุณผวาก็เพราะคุณไม่พยายามยอมรับว่ามันมีอยู่ คือคุณไม่สามารถโทษได้ว่าปัญหามันเกิดจากคนคนเดียว หรือเรื่องเรื่องเดียว แต่เพราะความหลากหลายมันไม่ได้รับอนุญาตให้แสดงตัวออกมาหรือเปล่า คือเราก็ไม่ได้เป็นคนที่ชอบความขัดแย้งหรอกนะ แต่เรื่องนี้มันเป็นเรื่องปกติ

    คำถามแบบไหนที่อยากให้ทุกคนถามออกไป
     สงสัยอะไรก็ถามไปเลย ในการทำงานของเรา เรามักจะสอนรุ่นน้องว่า คุณอย่ากลัวการตั้งคำถามที่มันโง่ เราไม่เข้าใจความกลัวนี้ว่าถามโง่ๆ คืออะไร คำถามแบบไหนที่เรียกว่าเป็นคำถามโง่ๆ และโดยวิชาชีพแล้ว เราไม่ต้องกลัวเลยนะคะว่าเดี๋ยวถามไปจะดูโง่ แบบนั้นแสดงว่าคุณไม่ได้อยู่กับเนื้อหาแล้ว คุณอยู่กับตัวตนคุณต่างหาก ว่าใครจะมองว่าฉันโง่หรือฉลาด เขาจะยอมรับฉันหรือไม่

     หน้าที่และงานของสื่อมวลชนมันคือความเป็นสาธารณะ เพราะฉะนั้น อย่าเพิ่งห่วงตัวเอง เราก็โง่ออกไปทุกวัน ก็ยังอยู่ได้นะ การตั้งคำถามไม่ได้อยู่ที่โง่หรือฉลาด อยู่ที่ว่าเราได้คำตอบกลับมายังไง คือเรามีสิทธิที่จะตั้งคำถาม ดังนั้น เราควรจะตั้งคำถาม

     อีกเรื่องคือ การให้สังคมคุ้นชินกับการตั้งคำถาม เราว่าสำคัญมากเลย เพราะจะทำให้สังคมเคลื่อนไปได้อย่างที่ควรจะเป็น ไม่ใช่ถูกแช่แข็งหรือกดเอาไว้ แล้วก็หลอกตัวเองไปว่ามันไม่มีอย่างนั้น มันโอเคแล้ว แบบนี้ดีที่สุด มันไม่ใช่

     ถ้าถามไปเรื่อยๆ เราจะหาคำตอบที่ถูกต้องได้อย่างไร
    การถามคือการเปิดโอกาสให้ได้คำตอบ แต่ถ้าไม่ถามเลย มันจะไม่มีแม้กระทั่งการเปิดโอกาสในการหาคำตอบนะ

     มีคำถามแบบไหนไหมที่เราไม่ควรถาม
     เรื่องส่วนตัว ความเป็นส่วนตัวที่หาประโยชน์เชื่อมโยงสาธารณะไม่ได้ และเจ้าของสิทธิเขาไม่ได้อนุญาต ไม่เต็มใจ บางเรื่องมันไม่มีความจำเป็นต้องทราบ เช่น ในบริบททางการเมือง ไม่มีความจำเป็นอะไรเลยที่เราต้องขุดคุ้ยเรื่องส่วนตัว เรื่องรสนิยมส่วนบุคคล เรานึกไม่ออกว่ามันเอามาใช้อะไรได้

     เช่น การรู้เรื่องเพศสภาพของคนทำงานการเมือง เพียงเพราะจะเลือกหรือไม่เลือกเขา โอเค คุณอาจคิดได้ว่าเพศสภาพของเขามีผลต่อการเลือกของคุณ เป็นวิธีตัดสินใจเลือกของคุณ แต่การตั้งคำถามเข้าไปในรสนิยมทางเพศของเขา ซึ่งเขาวางมันไว้ในพื้นที่ส่วนตัว มันใช่หรือเปล่า

      เหมือนกันกับการโจมตีเรื่องความสัมพันธ์ของคนในเวลาส่วนตัว หรือพื้นที่ส่วนตัว โดยที่มีคำอธิบายว่ามันคือเรื่องจริยธรรม ศีลธรรม ถ้าเราจะตั้งคำถามในลักษณะนี้ เราต้องตอบให้ได้ด้วยว่ามันกระทบต่อสาธารณะอย่างไร การโจมตีด้วยวิธีการแบบนี้มันสะท้อนตัวคนโจมตีนะ ไม่ได้สะท้อนคนตัวคนที่ตกเป็นเหยื่อ คำถามคือมันเวิร์กไหม

     เราจะเป็นคนที่ตั้งคำถามอย่างมีคุณภาพได้อย่างไร
    เราให้ความสำคัญกับการไม่ละเลยการตั้งคำถาม มากกว่าคำถามนั้นเป็นคำถามแบบไหน เพราะการตั้งคำถามแต่ละอย่างขึ้นอยู่กับประสบการณ์ อยู่กับข้อมูล

    เมื่อมีคนถาม มีคนตอบ ก็ต้องมีคนฟัง เราจะเป็นผู้ฟังที่ดีได้อย่างไร
    ต้องใช้ใจ ก็คือเปิดใจฟังก็เป็นผู้ฟังที่ดีได้แล้ว แต่คำว่าเปิดใจฟังไม่ได้แปลว่าต้องเชื่อทุกอย่างนะ ต้องกลั่นกรองอยู่ดี แต่คือการให้โอกาสอีกฝ่ายในการแสดงออกและรับฟัง เราเองก็เรียนรู้จากการรับฟังว่าจริงๆ แล้วเราสามารถเปลี่ยนตัวเองไปได้เลย คือไม่สามารถบอกได้ว่าเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น แต่เราสามารถเปลี่ยนไปเป็นคนที่รู้อะไรได้กว้างขึ้นเพียงเพราะว่าเปิดใจรับฟัง

Credit:  บทความ

Leave a comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *